ประวัติเรือหางแมงป่อง

ปีพ.ศ.2545นี้ สิ่งที่เป็นของขวัญและเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับแม่น้ำปิงมาตั้งแต่โบราณนั้นคือ เรือหางแมงป่องเป็นสิ่งที่ต้องอนุรักษ์คู่กับลำน้ำแห่งนี้ มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเรือหางแมงป่องจากคนเฒ่าคนแก่ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิงบอกว่า ผู้คนในสมัยก่อนส่วนใหญ่ใช้เรือเป็นพาหนะ การต่อเรือก็มีการลอกเลียนแบบจากธรรมชาติ เรือหางแมงป่องก็เช่นเดียวกัน ส่วนท้ายของเรือถูกสร้างให้ยกสูงดูคล้ายกับหางของแมงป่อง จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนาในสมัยนั้น เมื่อพบเห็นเรือหางแมงป่องที่ใดก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นเรือมาจากหัวเมืองเหนือหรือล้านนานั่นเอง

ในอดีตเรือหางแมงป่องใช้สำหรับขนส่งสินค้าระหว่างหัวเมืองและการเดินทางไกล เนื่องจากตัวเรือสามารถบรรทุกสินค้าได้หนักถึง 2 ตันครึ่ง ว่าไปแล้วจะเป็นเรือหางยาวก็ไม่ใช่ จะเป็นเรือพายเล่น ก็ใหญ่เกินกำลังของคนที่จะพายไหว ยิ่งดูรูปร่างของเรือด้วยแล้ว ก็คล้ายกับกาบมะพร้าวที่เด็กๆสมัยก่อนลอยน้ำเล่นกัน อย่าว่าแต่คนถิ่นอื่นๆเลย ที่ไม่รู้จักเรือหางแมงป่องนี้ แม้แต่ชาวเชียงใหม่เองก็มีไม่มากนัก เรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยาก เพราะว่าเรือหางแมงป่องหายไปจากแม่น้ำปิง ถึงขั้นที่ว่าหายสาบสูญ  จะว่าไปแล้วเรือหางแมงป่องมีส่วนช่วยในการสร้างบ้านแปรงเมืองให้ลำพูนและเชียงใหม่รุ่งเรืองด้วยกัน เพราะว่าประมาณ 1,500 ปีที่แล้ว พระนางเจ้าจามเทวี พระธิดาแห่งเมืองละโว้หรือเมืองลพบุรี เสด็จพร้อมด้วยข้าบริวารหมู่ใหญ่กว่า 500องค์ ล่องเรือมาปกครองเมืองหริภูญชัย  ด้วยเรือเรือหางแมงป่อง จึงเป็นเรือที่เจ้านายฝ่ายเหนือใช้ ในยุคต้น และในยุคปลาย ทำหน้าที่ขนส่งสินค้าจากเมืองเหนือ ล่องตามลำน้ำไปทางใต้ถึงเมืองกรุงเทพ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน และล่องทวนน้ำจากเมืองกรุงเทพมาทางเหนือ ใช้เวลาประมาณ 8 เดือน โดยใช้ลูกถ่อจำนวน 12-18 คน จะว่าไปแล้วมีเพียงเรือหางแมงป่องชนิดเดียวเท่านั้นที่ใช้ขึ้นล่องในน้ำปิง เนื่องจากในลำน้ำปิงเต็มไปด้วยเกาะแก่งและหาดทรายมากมาย จึงทำให้ใช้เวลาการเดินทางค่อนข้างนาน

ในการออกแบบเรือของคนโบราณใช้ไม้สักทั้งต้นที่มีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 เมตร มาขุดทำเป็นเรือหางแมงป่อง ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยความชาญฉลาดของคนโบราณ ใช้ไม้สักซึ่งมีอย่างมากมายในภาคเหนือ เนื่องจากไม้สักมีน้ำหนักเบา และคุณสมบัติพิเศษคือ ลอยน้ำได้ดีกว่าไม้ชนิดอื่นๆ อีกทั้งไม่บิดไม่งอ จึงเป็นที่นิยมในการทำเรือในยุคนั้น แม้กระทั้งเรือชนิดอื่นๆก็ทำจากไม้สัก  ตอนหลังมีการสะดุดหยุดเดินเรือหางแมงป่อง เนื่องจากในยุคหลังๆ ไม้สักที่มีขนาดใหญ่ๆหายากขึ้น และเรือหางแมงป่องเมื่อชำรุดแล้ว ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะเป็นเรือขนาดใหญ่สามารถบรรทุกได้ถึง3ตัน ต่างจากเรือชนิดอื่นๆที่ใช้ไม้เป็นแผ่นๆมาต่อเป็นเรือ ซึ่งครั้งโน้นไม่นิยมนำไม้เป็นแผ่นมาต่อเป็นเรือ เนื่องจากเรือมีน้ำหนักมากและอุ้ยอ้าย การล่องเรือผ่านเกาะแก่งต่างๆลำบาก และไม่มีความแข็งแรงเท่ากับไม้เป็นท่อนที่นำมาขุดเป็นเรือ

เรือหางแมงป่อง เป็นเรือของเชียงใหม่ สันนิฐานว่า เรือหางแมงป่องมีใช้ในสมัยพระนางจามเทวี แห่ง กรุงหริภุญชัย เกิดขึ้นจากจินตนาการของสล่าทำเรือในสมัยก่อน ที่บังเอิญไปเจอกาบมะพร้าวลอยอยู่เหนือน้ำในฤดูน้ำหลาก และบนกาบมะพร้าวมีพวก มด หนอน แมลง และ แมงป่อง อาศัยอยู่บนกาบมะพร้าว แล้วแมงป่องชี้หางไปบนฟ้า ซึ่งดูแล้วเหมือนโครงสร้างของเรือ

เรือหางแมงป่องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเชียงใหม่ เพราะแม่น้ำปิงมีเกาะแก่งมากในหน้าแล้งเนื่องจากเรือหางแมงป่องทำจากไม้สักและสามารถลอยน้ำได้ดีกว่าเรือบางอื่น นอกจากนั้นยังแข็งแรง เวลาที่ถูกเกาะแก่งเรือก็ไม่แตก ไม้สักที่ใช้ในการทำเรือหางแมงป่องนั้นจะต้องมีขนาด ๒๐ คนโอบ ซี่งขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔ ถึง ๘ เมตร เพราะในพื้นที่ภาคเหนืออุดมสมบูรณ์ไปด้วยไม้สักซี่งไม้ประเภทนี้มีน้ำหนักเบา และสามารถลอยน้ำได้ดีกว่าไม้ชนิดอื่นๆ ไม่บิดไม่งอ จึงทำให้การใช้ไม้สักขุดทำเรือนิยมแพร่หลายในสมัยนั้น อีกทั้งไม้สักยังใช้ในการขุดทำเรืออื่นๆ ด้วย

ในยุคต้น เรือหางแมงป่องใช้เป็นเรือที่เจ้านายฝ่ายเหนือใช้ ยุคทองของเรือหางแมงป่องอยู่ในรัชสมัยของเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ลำดับที่ ๗ ซึ่งเป็นพระบิดาของ เจ้าดารารัศมี ในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงทูลขอเจ้าดารารัศมีไปเป็นชายา พระองค์ทรงสร้างเรือหางแมงป่องขึ้นเพื่อให้เจ้าดารารัศมีเสด็จไปยังพระนคร แต่ยุคหลังเรือหางแมงป่องใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่าง กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ ใช้เวลาเดินประมาณ ๖ เดือน ถึง ๙ เดือน การสร้างเรือหางแมงป่องยุคหลังต้องหยุดชะงักลง เพราะ ไม้สักขนาดใหญ่หาได้ยาก เนื่องจาก มีการตัดไม้ ค้าไม้ พอนำไปขายยังกรุงเทพฯ และ ตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟเข้าสู่เมืองเชียงใหม่และการทำเขื่อนภูมิพลที่ จังหวัดตาก จึงทำให้เรือหางแมงป่องหายจากน่านน้ำแม่ปิง